Pinpint's Blog

วัยชรากับเวลาที่เหลืออยู่

Posted on: เมษายน 21, 2010

เชื่อว่าใครๆ หลายคนคงไม่อยากให้ใครมาถามเรื่องอายุ ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด เราก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงของธรรมชาติ เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีการเปลี่ยนแปลง มิอาจอยู่ยั้งยืนยงได้ ดังนั้นเมื่อมีเกิด ย่อมมีแก่ เจ็บ และตายเป็นของธรรมดา แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงของชีวิตนั้นเป็นไปอย่างช้าๆ นุ่มนวล เนิบนาบและต่อเนื่องอย่างตลอดเวลา ยากที่สายตาของมนุษย์จะสังเกตได้ มนุษย์จึงไม่รู้สึกตัวเลยว่าตัวเองนั้นแก่ลงทุกขณะ อย่างไรก็ตามแม้ว่ามนุษย์จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละขณะ แต่เมื่อผ่านเข้าสู่วัยในแต่ละช่วงแล้ว เช่น จากทารก สู่วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว และวัยชรา ก็จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา ซึ่งเป็นวัยที่สังขารทรุดโทรม เสื่อมสภาพ ประดุจสายป่านของชีวิตที่กำลังสั้นลงเรื่อยๆ ไม่ว่าเราซึ่งเป็นมนุษย์จะยอมรับมันได้หรือไม่ก็ตาม

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบอายุขัยที่นานที่สุดของคนกับสัตว์ชนิดต่างๆ

สัตว์

อายุขัยที่นานที่สุด (ปี)
เต่า

180

คน 120
ช้าง 70
ลิงชิมแพนซี 55
ม้า 45
แมว 30
วัว 30
เสือ 26
สุนัข 20
นกกระจอก 13

วัยชราซึ่งเป็น วัยที่ร่างกายค่อยๆ เสื่อมสภาพ เป็นผลมาจากโมเลกุลเล็กๆ ซึ่งเป็นหน่วยโครงสร้างของเซลล์(เช่น DNA โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน) เกิดความผิดปกติและเสียหาย ประกอบกับเซลล์บางชนิดในร่างกาย ไม่สามารถแบ่งตัวเพื่อทดแทนเซลล์เดิมที่เสื่อมสภาพหรือเสียหายได้ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เลนส์ตา จอตา อวัยวะรับเสียง โกลเมอรูลัสของไต กระดูกข้อต่อ เป็นต้น ดังนั้นเมื่อมีเซลล์ที่ผิดปกติหรือเซลล์ที่เสื่อมสภาพก็ย่อมส่งผลกระทบต่อ เนื่องต่อเนื้อเยื่อ อวัยวะ และระบบในร่างกายทั้งหมด ฉะนั้นเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น สมรถภาพของร่างกายก็จะย่อมจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ จนหมดสภาพในที่สุด

การเปลี่ยนแปลง ทางร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยชรา จำแนกได้เป็น 2 แบบ คือ การเปลี่ยนแปลงที่ มีสาเหตุมาจากโรค เช่น โรคหัวใจ โรคไต มะเร็ง เบาหวาน(diabetes) กระดูกพรุน(osteoporosis) ข้อเสื่อม การสูญเสียการได้ยินเสีย เป็นต้น กับ การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรค เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น ผมหงอก กล้ามเนื้อไม่กระชับและขาดความยืดหยุ่น ผิวหนังตกกระ สายตาไม่ดี ฟันคลอนและหลุดร่วง เป็นต้น

ตารางที่ 2 การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่มีความสัมพันธ์กับความชรา

ร่างกาย การเปลี่ยนแปลง
ขนาด ส่วนสูงและ น้ำหนักจะลดลงทั้งเพศชายและหญิงโดยเฉพาะหลังอายุ 60 ปี เนื่องจากสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก
เมแทบอลิซึม ภายหลังอายุ 30 ปี อัตราการเผาผลาญในร่างกายจะเริ่มลดลง
ผิวหนังและผม มีการสูญเสีย ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง ผิวหนังบางและเหี่ยวย่น ตกกระ ผมหงอก ผมร่วงโดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าศรีษะ เล็บหนาขึ้น
หัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อ หัวใจหนาขึ้นทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตช้าลง หลังอายุ 50 ปี มักมีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
การทำงานของอวัยวะ ปอด ไต ตับอ่อน ระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อต่างๆ จะค่อยๆ เสื่อมสภาพลง
การทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ เพศหญิงจะเข้า สู่วัยหมดประจำเดือน(menopause)

เพศชาย การผลิตฮอร์โมนเพศ testosterone จะเริ่มลดลงหลังอายุ 50 ปี

ประสาทสัมผัส โดยเฉพาะเพศชายจะมีปัญหาด้านสายตา การได้ยินเสียง การรับรู้กลิ่นและรสชาด
ระบบภูมิคุ้มกัน การตอบสนองของ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell จะลดลง, เกิด autoimmunity เพิ่มมาก ขึ้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง
สมองและระบบประสาท เซลล์ประสาท สมองเสื่อมสภาพ สมองเหี่ยวและหดตัว การตอบสนองต่อสัญญาณกระตุ้นช้าลง การเรียนรู้และความจำลดลง หลังอายุ 70 ปี อาจเป็นโรคจิตเสื่อม

การเปลี่ยนแปลง ของร่างกายดังกล่าว(ตารางที่ 2) ส่งผลให้คนชรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรค สูงโดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ และปอดบวม เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเสื่อมประสิทธิภาพ ร่างกายจึงอ่อนแอต่อเชื้อโรค ทำให้มีโอกาสเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย จากการศึกษาพบว่า คนที่มีอายุมากขึ้นมีโอกาสเป็นมะเร็งสูง เนื่องจากร่างกายได้รับการกระตุ้นจากสารเคมี รังสีจากแสงแดด และมลพิษต่างๆ สะสมมาเป็นเวลานาน อีกทั้งระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายก็ค่อยๆ เสื่อมสภาพลง ทำให้เซลล์ในร่างกายเกิดความผิดปกติจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ และ การเสื่อมสภาพของเซลล์ประสาทสมอง ทำให้คนชรามีความสามารถในการเรียนรู้และความจำลดลง มีโอกาสเป็นโรคอัลไซ เมอร์(Alzheimer) โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน มีรายงานว่าสมองของคนชราเพศหญิงจะมีขนาดเล็กลงถึง 10% เมื่อเทียบกับเพศชายซึ่งมีขนาดลดลงเพียงเล็กน้อย ส่วนการที่ร่างกายคนชรามีการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้กล้ามเนื้อขาดความยืดหยุ่น กระดูกเปราะและหักง่าย จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรค กระดูกพรุน ข้อเสื่อม อีกทั้งกระบวนการเมแทบอลิซึมในร่างกายลดลง คนชราจึงเกิดโรคอ้วนได้ง่าย เนื่องจากมีไขมันมาสะสมมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องและอวัยวะภายใน ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดตีบตันตามมา ข้อสำคัญยังพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจและผนังของหลอดเลือดคนชราจะขาดความยืดหยุ่น ทำให้มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวได้ง่าย

นอกจากนี้แล้วคนชรายังมีปัญหาใน เรื่องสายตา สายตาจะพร่ามัวมองเห็นภาพไม่ชัดเจน ตาสู้แสงไม่ค่อยได้ เนื่องจากเลนส์ตาขาดความยืดหยุ่น จึงทำให้ปรับโฟกัสได้ยาก และการเสื่อมสภาพของเซลล์รับแสง(rod cell) ที่จอตา ทำให้ตาอ่อนแอต่อแสง หากพบว่าโปรตีน crystallins ของเลนส์ตามีสภาพโปร่งแสงก็จะทำให้ตาเป็นต้อกระจก(cataracts) นอกจากนี้ยังมี ปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินเสียง การรับรู้กลิ่นและรสชาด โดยพบว่าเพศ ชายมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง ส่วนใน เรื่องผิวพรรณ คน ชราจะมีผิวหนังบาง เหี่ยวย่นหย่อนคล้อย เนื่องจากสูญเสียไขมันใต้ชั้นผิวหนังประกอบ กับเส้นใยคอลลาเจนขาดความยืดหยุ่น และเมื่อมีการสะสมของเม็ดสีเมลานิน(melanin) ก็ยิ่งทำให้ผิวตกกระ อีกทั้งต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานได้ไม่ดีนัก จึงทำให้ผิวแห้ง อ่อนแอโดยเฉพาะเมื่อได้รับการกระตุ้นจากแสงแดด ยิ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งผิว หนังได้

วัยชรากับเวลา ที่เหลืออยู่

แม้ว่าวัยชราซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเสื่อมสภาพ แต่หากพิจารณาอย่างแยบคายจะเห็นว่า วัยชราเป็นวัยที่แสดงความจริงของธรรมชาติ ให้ประจักษ์ถึงความไม่แน่นอนของสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ วัยชราของชีวิตจึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนจากธรรมชาติเพื่อ ให้เราปล่อยวาง ละทิ้งสิ่งยึดเหนี่ยวทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ความทรงจำ แม้กระทั่งร่างกายและสิ่งของต่างๆ ที่เราเสาะหาและกอบโกยมาเก็บไว้ เพราะท้ายที่สุด ก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง

ฉะนั้นหากคนเรามีอายุขัยเฉลี่ย 70 ปี หรือ 25,550 วัน ลองมาดูสิว่า เราใช้เวลาไปแล้วกี่วัน และจะมีเวลาเหลืออยู่บนโลกใบนี้สักประมาณกี่วัน แต่ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง คุณได้ทำสิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้แล้วหรือยัง ? เพราะชีวิตนี้แท้จริงมัน สั้นนัก

ตารางที่ 3 ความสัมพันธ์ของอายุ ช่วงเวลาที่ใช้ไป และช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต

อายุ (ปี) เวลาที่ใช้ไปแล้ว (วัน) เวลาที่เหลืออยู่ (วัน)
25 9,125 16,425
30 10,950 14,600
35 12,775 12,775
40 14,600 10,950
45 16,425 9,125
50 18,250 7,300
55 20,075 5,475
60 21,900 3,650
65 23,725 1,775
70 25,550

ที่มา :

Brown K. How long have you got? Sci Am. 2000;11 : 12

Clark WR. A means to an ends : the biological aging and death. New York: Oxford University Press; 2002.

Holliday R. Aging: the paradox of life. Dordrecht: Springer; 2007

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

เมษายน 2010
พฤ อา
     
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: