Pinpint's Blog

เชื่อว่าใครๆ หลายคนคงไม่อยากให้ใครมาถามเรื่องอายุ ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด เราก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงของธรรมชาติ เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีการเปลี่ยนแปลง มิอาจอยู่ยั้งยืนยงได้ ดังนั้นเมื่อมีเกิด ย่อมมีแก่ เจ็บ และตายเป็นของธรรมดา แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงของชีวิตนั้นเป็นไปอย่างช้าๆ นุ่มนวล เนิบนาบและต่อเนื่องอย่างตลอดเวลา ยากที่สายตาของมนุษย์จะสังเกตได้ มนุษย์จึงไม่รู้สึกตัวเลยว่าตัวเองนั้นแก่ลงทุกขณะ อย่างไรก็ตามแม้ว่ามนุษย์จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละขณะ แต่เมื่อผ่านเข้าสู่วัยในแต่ละช่วงแล้ว เช่น จากทารก สู่วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว และวัยชรา ก็จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา ซึ่งเป็นวัยที่สังขารทรุดโทรม เสื่อมสภาพ ประดุจสายป่านของชีวิตที่กำลังสั้นลงเรื่อยๆ ไม่ว่าเราซึ่งเป็นมนุษย์จะยอมรับมันได้หรือไม่ก็ตาม

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบอายุขัยที่นานที่สุดของคนกับสัตว์ชนิดต่างๆ

สัตว์

อายุขัยที่นานที่สุด (ปี)
เต่า

180

คน 120
ช้าง 70
ลิงชิมแพนซี 55
ม้า 45
แมว 30
วัว 30
เสือ 26
สุนัข 20
นกกระจอก 13

วัยชราซึ่งเป็น วัยที่ร่างกายค่อยๆ เสื่อมสภาพ เป็นผลมาจากโมเลกุลเล็กๆ ซึ่งเป็นหน่วยโครงสร้างของเซลล์(เช่น DNA โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน) เกิดความผิดปกติและเสียหาย ประกอบกับเซลล์บางชนิดในร่างกาย ไม่สามารถแบ่งตัวเพื่อทดแทนเซลล์เดิมที่เสื่อมสภาพหรือเสียหายได้ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เลนส์ตา จอตา อวัยวะรับเสียง โกลเมอรูลัสของไต กระดูกข้อต่อ เป็นต้น ดังนั้นเมื่อมีเซลล์ที่ผิดปกติหรือเซลล์ที่เสื่อมสภาพก็ย่อมส่งผลกระทบต่อ เนื่องต่อเนื้อเยื่อ อวัยวะ และระบบในร่างกายทั้งหมด ฉะนั้นเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น สมรถภาพของร่างกายก็จะย่อมจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ จนหมดสภาพในที่สุด

การเปลี่ยนแปลง ทางร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยชรา จำแนกได้เป็น 2 แบบ คือ การเปลี่ยนแปลงที่ มีสาเหตุมาจากโรค เช่น โรคหัวใจ โรคไต มะเร็ง เบาหวาน(diabetes) กระดูกพรุน(osteoporosis) ข้อเสื่อม การสูญเสียการได้ยินเสีย เป็นต้น กับ การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรค เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น ผมหงอก กล้ามเนื้อไม่กระชับและขาดความยืดหยุ่น ผิวหนังตกกระ สายตาไม่ดี ฟันคลอนและหลุดร่วง เป็นต้น

ตารางที่ 2 การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่มีความสัมพันธ์กับความชรา

ร่างกาย การเปลี่ยนแปลง
ขนาด ส่วนสูงและ น้ำหนักจะลดลงทั้งเพศชายและหญิงโดยเฉพาะหลังอายุ 60 ปี เนื่องจากสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก
เมแทบอลิซึม ภายหลังอายุ 30 ปี อัตราการเผาผลาญในร่างกายจะเริ่มลดลง
ผิวหนังและผม มีการสูญเสีย ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง ผิวหนังบางและเหี่ยวย่น ตกกระ ผมหงอก ผมร่วงโดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าศรีษะ เล็บหนาขึ้น
หัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อ หัวใจหนาขึ้นทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตช้าลง หลังอายุ 50 ปี มักมีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
การทำงานของอวัยวะ ปอด ไต ตับอ่อน ระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อต่างๆ จะค่อยๆ เสื่อมสภาพลง
การทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ เพศหญิงจะเข้า สู่วัยหมดประจำเดือน(menopause)

เพศชาย การผลิตฮอร์โมนเพศ testosterone จะเริ่มลดลงหลังอายุ 50 ปี

ประสาทสัมผัส โดยเฉพาะเพศชายจะมีปัญหาด้านสายตา การได้ยินเสียง การรับรู้กลิ่นและรสชาด
ระบบภูมิคุ้มกัน การตอบสนองของ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell จะลดลง, เกิด autoimmunity เพิ่มมาก ขึ้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง
สมองและระบบประสาท เซลล์ประสาท สมองเสื่อมสภาพ สมองเหี่ยวและหดตัว การตอบสนองต่อสัญญาณกระตุ้นช้าลง การเรียนรู้และความจำลดลง หลังอายุ 70 ปี อาจเป็นโรคจิตเสื่อม

การเปลี่ยนแปลง ของร่างกายดังกล่าว(ตารางที่ 2) ส่งผลให้คนชรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรค สูงโดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ และปอดบวม เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเสื่อมประสิทธิภาพ ร่างกายจึงอ่อนแอต่อเชื้อโรค ทำให้มีโอกาสเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย จากการศึกษาพบว่า คนที่มีอายุมากขึ้นมีโอกาสเป็นมะเร็งสูง เนื่องจากร่างกายได้รับการกระตุ้นจากสารเคมี รังสีจากแสงแดด และมลพิษต่างๆ สะสมมาเป็นเวลานาน อีกทั้งระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายก็ค่อยๆ เสื่อมสภาพลง ทำให้เซลล์ในร่างกายเกิดความผิดปกติจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ และ การเสื่อมสภาพของเซลล์ประสาทสมอง ทำให้คนชรามีความสามารถในการเรียนรู้และความจำลดลง มีโอกาสเป็นโรคอัลไซ เมอร์(Alzheimer) โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน มีรายงานว่าสมองของคนชราเพศหญิงจะมีขนาดเล็กลงถึง 10% เมื่อเทียบกับเพศชายซึ่งมีขนาดลดลงเพียงเล็กน้อย ส่วนการที่ร่างกายคนชรามีการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้กล้ามเนื้อขาดความยืดหยุ่น กระดูกเปราะและหักง่าย จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรค กระดูกพรุน ข้อเสื่อม อีกทั้งกระบวนการเมแทบอลิซึมในร่างกายลดลง คนชราจึงเกิดโรคอ้วนได้ง่าย เนื่องจากมีไขมันมาสะสมมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องและอวัยวะภายใน ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดตีบตันตามมา ข้อสำคัญยังพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจและผนังของหลอดเลือดคนชราจะขาดความยืดหยุ่น ทำให้มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวได้ง่าย

นอกจากนี้แล้วคนชรายังมีปัญหาใน เรื่องสายตา สายตาจะพร่ามัวมองเห็นภาพไม่ชัดเจน ตาสู้แสงไม่ค่อยได้ เนื่องจากเลนส์ตาขาดความยืดหยุ่น จึงทำให้ปรับโฟกัสได้ยาก และการเสื่อมสภาพของเซลล์รับแสง(rod cell) ที่จอตา ทำให้ตาอ่อนแอต่อแสง หากพบว่าโปรตีน crystallins ของเลนส์ตามีสภาพโปร่งแสงก็จะทำให้ตาเป็นต้อกระจก(cataracts) นอกจากนี้ยังมี ปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินเสียง การรับรู้กลิ่นและรสชาด โดยพบว่าเพศ ชายมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง ส่วนใน เรื่องผิวพรรณ คน ชราจะมีผิวหนังบาง เหี่ยวย่นหย่อนคล้อย เนื่องจากสูญเสียไขมันใต้ชั้นผิวหนังประกอบ กับเส้นใยคอลลาเจนขาดความยืดหยุ่น และเมื่อมีการสะสมของเม็ดสีเมลานิน(melanin) ก็ยิ่งทำให้ผิวตกกระ อีกทั้งต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานได้ไม่ดีนัก จึงทำให้ผิวแห้ง อ่อนแอโดยเฉพาะเมื่อได้รับการกระตุ้นจากแสงแดด ยิ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งผิว หนังได้

วัยชรากับเวลา ที่เหลืออยู่

แม้ว่าวัยชราซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเสื่อมสภาพ แต่หากพิจารณาอย่างแยบคายจะเห็นว่า วัยชราเป็นวัยที่แสดงความจริงของธรรมชาติ ให้ประจักษ์ถึงความไม่แน่นอนของสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ วัยชราของชีวิตจึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนจากธรรมชาติเพื่อ ให้เราปล่อยวาง ละทิ้งสิ่งยึดเหนี่ยวทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ความทรงจำ แม้กระทั่งร่างกายและสิ่งของต่างๆ ที่เราเสาะหาและกอบโกยมาเก็บไว้ เพราะท้ายที่สุด ก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง

ฉะนั้นหากคนเรามีอายุขัยเฉลี่ย 70 ปี หรือ 25,550 วัน ลองมาดูสิว่า เราใช้เวลาไปแล้วกี่วัน และจะมีเวลาเหลืออยู่บนโลกใบนี้สักประมาณกี่วัน แต่ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง คุณได้ทำสิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้แล้วหรือยัง ? เพราะชีวิตนี้แท้จริงมัน สั้นนัก

ตารางที่ 3 ความสัมพันธ์ของอายุ ช่วงเวลาที่ใช้ไป และช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต

อายุ (ปี) เวลาที่ใช้ไปแล้ว (วัน) เวลาที่เหลืออยู่ (วัน)
25 9,125 16,425
30 10,950 14,600
35 12,775 12,775
40 14,600 10,950
45 16,425 9,125
50 18,250 7,300
55 20,075 5,475
60 21,900 3,650
65 23,725 1,775
70 25,550

ที่มา :

Brown K. How long have you got? Sci Am. 2000;11 : 12

Clark WR. A means to an ends : the biological aging and death. New York: Oxford University Press; 2002.

Holliday R. Aging: the paradox of life. Dordrecht: Springer; 2007

ธรรมชาติได้ออกแบบชีวิตมนุษย์เพศ ชายและเพศหญิงให้แตกต่างกัน มิใช่แค่เพียงรูปลักษณ์ของร่าง กายเท่านั้น หากยังแตกต่างในทางความคิดและพฤติกรรมการแสดงออก(behavior) เพศชายมักมีแนวโน้มการแสดงออกไปในทางที่ก้าวร้าว ชอบเล่นซุกซน ผาดโผน และชอบการต่อสู้ ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าเพศหญิง จึงไม่แปลกใจที่พบว่าอาชญากรที่ก่อปัญหาความรุนแรงในสังคมนั้นส่วน ใหญ่เป็นเพศชาย ด้วยเหตุที่เพศหญิงมีสรีระที่บอบบางกว่าผู้ชาย อีกทั้งมีอุปนิสัยที่อ่อนโยน นุ่มนวล จึงเหมาะต่อการทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ดูแลปรนนิบัติสามีและลูก ขณะที่ผู้ชาย ซึ่งมีเรือนร่างกำยำ สูงและแข็งแรงกว่า จึงมีบทบาททางสังคมที่แตกต่างกับผู้หญิง โดยเหมาะที่จะผู้นำหาเลี้ยงครอบครัว แม้ว่าปัจจุบันเพศหญิงจะ ประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองมากขึ้น ประกอบกับสังคมให้การยอมรับว่าเพศหญิงและเพศชายมีศักยภาพไม่แตกต่างกัน แต่ก็พบว่าอาชีพบางอาชีพก็มีข้อจำกัดทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น อาชีพการเป็นทหาร ตำรวจ ยามรักษาความปลอดภัย นักบิน และวิศวกร เพศ ชายมักได้รับการคัดเลือกมากกว่าเพศหญิง ในขณะที่อาชีพพยาบาล ครู คนเลี้ยงดูเด็ก เพศหญิงมักได้รับการคัดเลือกมากกว่าเพศชาย

ศักยภาพของสมองระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย

การที่ผู้ชายและผู้หญิงมีความแตก ต่างกัน ทั้งด้านสรีระร่างกาย ความคิดและพฤติกรรมการแสดงออก เป็นผลจากฮอร์โมนเพศในช่วงต้นของชีวิต(ทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด) โดยทารกเพศชายจะเพิ่มระดับการสร้างฮอร์โมน testosterone มากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 8-24 ก่อนคลอด และในช่วงสัปดาห์ที่ 2-26 ภายหลังคลอด ซึ่งมีผลทำให้ผู้ชายและผู้หญิงมีพฤติกรรมการแสดงออกที่แตกต่างกัน พฤติกรรมการแสดงออกระหว่างเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงจะเริ่มแตก ต่างกันเข้าสู่เดือนที่ 12 เด็กผู้ชายจะมีความก้าวร้าว ซุกซน ชอบของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ เช่น รถ เครื่องบิน ปืน ชอบการต่อสู้และการปะทะกัน ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าเด็กผู้หญิง เด็กผู้หญิงจะชอบมองพฤติกรรมของแม่ ชอบเล่นตุ๊กตา ประมาณ 80-90% เด็กจะ ชอบเล่นกับเพื่อนที่เป็นเพศเดียวกัน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่กำเนิด

เมื่อ พิจารณาถึงโครงสร้างของสมองระหว่างผู้ชายและผู้หญิง จะพบว่า มีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศในช่วงตอนต้นของชีวิต สมองของคนเราแบ่งออกเป็น 2 ซีก สมองแต่ละ ซีกจะควบคุมการทำงานของร่างกายฝั่งตรงกันข้าม เช่น สมองซีกซ้ายจะควบคุมร่างกายด้านขวา ส่วนสมองซีกขวาจะควบคุม ร่างกายด้านซ้าย สมองทั้ง 2 ซีกจะมีขนาดไม่เท่ากันหรือมีความอสมมาตร ธรรมชาติสร้างให้สมองซีกซ้ายมักเด่นกว่าซีกขวา ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงถนัดในการใช้มือขวามากกว่ามือซ้าย แต่ก็มีส่วนน้อยที่ถนัดมือซ้าย มากกว่ามือขวา โดยมากพบในเพศชายมากกว่าเพศ สมอง ของผู้ชายจะมีขนาดโต น้ำหนักมาก และอสมมาตรมากกว่าสมองของผู้หญิง ขณะที่สมองของผู้หญิงจะมีเซลล์ประสาทมากกว่าเพศชาย และถ้าหากสมองซีกใดซีกหนึ่งมีความเสียหาย ผู้ชายจะได้รับผลกระทบมากกว่าเพศหญิง

ตัวอย่าง ความแตกต่างของโครงสร้างและพัฒนาการสมองระหว่างผู้ชายและผู้หญิง ได้แก่

  • พัฒนาการของสมอง 2 ซีก พบว่า ทารกเพศชาย สมองซีกขวาจะมีพัฒนาการก่อนสมองซีกซ้าย ซึ่งแตกต่างจากทารกเพศหญิงที่สมองซีกซ้ายจะมีพัฒนาการก่อนสมองซีกขวา สมองซีกซ้ายเป็นสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ ความเข้าใจภาษา การพูด ส่วนสมองซีกขวาเกี่ยวข้องกับตำแหน่ง สถานที่และทิศทาง ด้วยเหตุนี่เองผู้ชายจึงมีความสามารถในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทิศทาง ระยะทาง ขนาดรูปร่าง และตำแหน่งมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายจะสามารถหมุนมโนภาพจากภาพที่เห็นให้เป็น 3 มิติได้ ส่วนผู้หญิงจะมองเห็นภาพในมุมมองที่กว้างกว่า สามารถจดจำและเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีกว่า จึงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ได้ดีกว่าผู้ชาย
  • ผู้ชายจะมี Hypothalamus ส่วนหน้าใหญ่กว่าผู้หญิง เนื่องจากสมองส่วนนี้จะเชื่อมอยู่กับต่อมพิทูอิทารี ซึ่งเป็นต่อมที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนหลายชนิดในร่างกาย ทำให้เพศชายและเพศหญิงมีสรีระร่างกายแตกต่างกัน สำหรับเพศชายที่มีจิตใจคล้ายผู้หญิง จะพบว่าสมองส่วนนี้จะมีขนาดเล็กกว่าสมองของผู้ชายปกติ
  • ผู้หญิงจะมีสมอง ส่วนหน้า (frontal lobe) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิด ที่มีความจุมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงมักใช้สมองส่วนนี้กระตุ้นระบบ limbic ซึ่งเป็นสมองซึ่งทำ งานเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ขณะที่ผู้ชายมักใช้ก้านสมอง (brain stem) ซึ่งเป็นสมองเพื่อความอยู่รอด กระตุ้นระบบ limbic นอกจากนี้ที่บริเวณเปลือกสมองของ ผู้หญิงจะมีเซลล์ประสาทมากกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงเป็นคนช่างคิด และ มักจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากกว่าผู้ชาย ด้วยเหตุนี้จึงพบว่า สมองของผู้หญิงจะใช้พลังงานกลูโคสสูงกว่าผู้ชาย
  • ผู้หญิงจะมีสมอง Temporal lobe ค่อนข้างใหญ่กว่า ผู้ชาย ผู้หญิงจึงมีทักษะการฟัง ความเข้าใจภาษา รวมถึงการพูดดีกว่าผู้ชาย
  • ผู้หญิงจะมีสมอง Hippocampus ซึ่งทำหน้าที่เก็บความจำต่อเหตุการณ์ ที่มีขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย ดังนั้น ผู้หญิงจึงจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้มากกว่าและสามารถระลึกถึงเหตุการณ์เก่าๆ ที่สะเทือนจิตใจได้ดีกว่าผู้ชาย โดยผู้ชายมักจะเก็บความทรงจำในภาพรวมหรือเหตุการณ์สำคัญๆ ในขณะที่ผู้หญิงมักจะจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์และอารมณ์ความ รู้สึกในขณะนั้น
  • ผู้ชายจะมีสมองพูข้าง (parietal lobe) และ amygdala ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ตอบสนองต่อความกลัว ที่มีขนาดใหญ่กว่าผู้หญิง ผู้ชายจึงใช้สมองซีกขวากระตุ้นทางส่วนขวาของ amygdala ขณะที่ผู้หญิงจะใช้สมองซีกซ้ายกระตุ้นทางส่วนซ้ายของ amygdala ผู้ชายจะแก้ปัญหา เฉพาะหน้าหรือความเครียดในช่วงสั้นๆ ได้ดีกว่าผู้หญิง เนื่องจากเส้นใยประสาทรับความรู้สึกสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ในผู้หญิงเส้นใยประสาทกลับลดประสิทธิภาพลง
  • ในภาวะปกติ สมองผู้หญิงจะหลั่ง serotonin มากกว่าผู้ชาย serotonin เป็นสารที่ช่วยในการควบคุมอารมณ์ ยับยั้งความก้าวร้าว ดังนั้นในภาวะปกติผู้ชายจึงใจร้อนและหงุดหงิดได้ง่ายกว่าผู้หญิง แต่ในภาวะเครียด สมองผู้หญิงจะหลั่ง serotonin ลดลง ในขณะที่สมองผู้ชายไม่มีการลดลง จึงทำให้ ภาวะเครียด ผู้หญิง มักควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ ใจร้อน และวิตกกังวลง่ายกว่าผู้ชาย
  • เมื่อต้องเผชิญ ความเครียดระยะยาว พบว่า เซลล์ประสาทที่ hippocampus ในสมองผู้ชายจะถูกทำลาย แต่ลักษณะเช่นนี้จะไม่เกิดกับสมองผู้หญิง นักวิทยาศาสตร์ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศ ทำให้ผู้หญิงมีความอดทนต่อปัญหาหรือความเครียดระยะยาวได้ดีกว่าผู้ชาย
  • เมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนของสมอง orbitofrontal cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ กับ amygdala หรือค่า orbitofrontal cortex to amygdala ; OAR) พบว่า ผู้หญิงจะมี OAR สูงกว่าผู้ชาย สำหรับผู้หญิงที่มีปัญหาทางจิต ค่า OAR จะลดลง ขณะที่ผู้ชายที่มีปัญหาทางจิตค่า OAR จะสูงกว่าผู้ชายปกติ
  • ผู้หญิงจะมี Corpus callosum ที่มีขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย Corpus callosum เป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างสมอง 2 ซีก ผู้หญิงจึงใช้สมองทั้ง 2 ซีกประสานการทำงาน ในการทำความเข้าใจภาษาและการพูด ดังนั้นหากสมองซีกใดซีกหนึ่งได้รับความเสียหายจะส่งผลกระทบน้อยมากในผู้หญิง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรค incur aphasia ซึ่งทำให้พูดไม่ได้ มักพบในผู้ชายที่สมองส่วนหลัง รวมทั้งสมองซีกซ้ายได้รับความเสียหาย ส่วนผู้หญิงจะพบก็ต่อเมื่อสมองส่วนหน้า ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ผู้ชายที่สมองซีกซ้าย ส่วนหลังเสียหาย จะยิ่งทำให้เป็นโรค apraxia โดยร่างกายจะไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของมือได้

อย่างไร ก็ตามการที่คนเรามีความคิดและพฤติกรรมการแสดงออกที่แตกต่างกัน มิใช่เป็นผลมาจากความแตกต่างระหว่างเพศที่ทำให้สมองมีศักยภาพแตกต่างกันแต่ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง อาทิ พันธุกรรม การอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม อายุ เป็นต้น ดังนั้นหาก มนุษย์มีความเข้าใจและยอมรับแตกต่างกันของกันและกันได้อย่างแท้จริง สามารถ บริหารจุดต่างให้กลายเป็นจุดร่วม แทนที่จะแสวงหาจุดร่วมแต่ไม่เอาจุดต่าง ปัญหาต่างๆ ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

ฉะนั้นจงอย่าให้ความแตกต่างมาทำให้เกิดความแตกแยก……..

ที่มา :

1. Cahill L. His brain, her brain. Sci. Am. 2005;292:40-7.

2. Kimura D. Sex differences in the brain. Sci. Am. 1999;10:26-31.

3. Gurian M. Boys and girls learn differently. San Francisco: Jossey-Bass; 2001.

4. Hines M. Brain gender. New York: Oxford university press; 2004.

เคยสงสัยไม๊ว่า เหตุใดระบบการทำงานในร่างกายคนเราถึงทำงานได้เป็นเวลาคล้ายมีโปรแกรมตั้ง เวลาระบบไว้ ที่ทำเช่นนี้ได้เพราะในร่างกายมีนาฬิกาชีวิตหรือนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) ตั้งอยู่ที่ suprachiasmatic nucleus(SCN) ของสมอง ไฮโพธาลามัส ทำหน้าที่บริหารระบบในร่างกายให้ทำงานสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของธรรมชาติ เพราะสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติมีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา ประกอบกับธรรมชาติไม่หยุดนิ่ง, มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากโลกหมุนรอบตัวเองและรอบดวงอาทิตย์ ทำให้โลกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแสงจากดวงอาทิตย์ เกิดเป็นวงจรของวัน(circadian rhythm) ใช้ระยะเวลา 24 ชั่วโมงต่อการหมุนรอบตัวเองของโลก 1 รอบ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงมืด(กลางคืน) กับช่วงสว่าง(กลางวัน) ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตจะต้องปรับสภาวะร่างกายให้ทำงานสอดคล้องกับวงจรของวันใน ธรรมชาติ มิเช่นนั้นแล้วจะทำให้มีอายุขัยสั้นลง ด้วยเหตุนี้นาฬิกาชีวภาพของคนจึงทำงานเป็นวงจรและใช้ระยะเวลา 24 ชั่วโมงเช่นกัน โดยมี 2 ช่วง คือ ช่วงมืด กับช่วงสว่าง สำหรับช่วงสว่าง แสงจะกระตุ้น SCN โดยอาศัยตัวรับแสง(melanopsin) ซึ่งอยู่ ที่เรตินา(จอตา) กับที่เส้นใยประสาท retinohypothalamic tract ส่วนช่วงมืด(กลางคืน) ต่อมไพเนียลของสมองจะหลั่งเมลาโทนิน(melatonin) มากระตุ้น SCN เมื่อ SCN ถูกกระตุ้นก็จะส่งสัญญาณผ่านระบบประสาทและฮอร์โมนไปควบคุมการทำงานของอวัยวะ และต่อมต่างๆ เพื่อให้สภาวะร่างกายดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับวงจรของวันในธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ อุณหภูมิของร่างกาย,  ความดันเลือด, การเต้นของหัวใจ  และวงจรการหลับ-ตื่น เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกายมาก โดยชักนำให้เกิดการนอนหลับ ปรับการทำงานของนาฬิกาชีวภาพ ช่วยชะลอความแก่ และป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง แต่เมลาโทนินจะถูกหลั่งออกมาในช่วงกลาง คืนเท่านั้น เนื่อง จากถูกยับยั้งโดยแสง แม้แสงจะมีความเข้มต่ำเพียง 0.1 ลักซ์(เทียบได้กับแสงในคืนพระจันทร์เต็มดวง) ก็ส่งผลให้ร่างกายหลั่งเมลาโทนินน้อยลงได้

ปัจจัยที่ทำให้นาฬิกาชีวภาพทำงานผิดปกติ ได้แก่ พฤติกรรมการใช้ชีวิต(เช่น การนอนไม่เป็นเวลา นอนดึก) ความชรา และโรคบางชนิด เช่น อัลไซเมอร์ มะเร็ง พาร์คินสัน โรคทางจิตเภท(schizophrenia) โรคซึมเศร้า เป็นต้น โดยเซลล์ประสาทใน SCN จะหลั่ง vasopressin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกายและยังส่งผลไปควบคุม สภาวะร่างกาย เช่น อุณหภูมิของร่างกาย การตื่นตัว/ความกระฉับกระเฉง เมื่อ คนเรามีอายุมากขึ้น vasopressin และเมลาโทนินจะถูก หลั่งออกมาน้อยลง ส่งผลให้นาฬิกาชีวภาพทำงานผิดปกติ คนชราจึงมีอาการต่างๆ เช่น นอนไม่ค่อยหลับ ใช้ระยะเวลาให้เริ่มหลับนาน ระยะเวลานอนหลับสั้นลง นอนหลับไม่ลึก และเข้านอนเร็ว ทั้งนี้เป็นเพราะตัวรับแสงและตัวรับสัญญาณอื่นๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพลง ส่วนผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียจากการเดินทางเป็นเวลานาน(jet lag) ร่างกายจะต้องปรับการทำงานของนาฬิกาชีวภาพใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ จึงเกิดอาการสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ขณะที่นาฬิกาชีวภาพของผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะทำงานช้าลง ทำให้ช่วงเวลาที่อุณหภูมิของร่างกายลดลงต่ำสุดแตกต่างจากคนปกติ คือ จะลดลงในช่วง 9.00 น. ถึงช่วงเย็น แทนที่จะลดลงในช่วง 4.00 – 5.00 น. เหมือนคนปกติ ทำให้ตารางเวลาชีวิตเปลี่ยนไป โดยช่วงกลางคืนจะมีภาวะวิตกเครียดและนอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นมาทำกิจกรรมและนอนหลับในช่วงกลางวันหรือช่วงเย็นแทน สำหรับผู้ป่วยโรคจิตเภท นาฬิกาชีวภาพจะทำงานเร็วผิดปกติ ผู้ป่วยจะนอนหลับไม่สนิทเนื่องจากมีภาวะรบกวนขณะหลับ โดยพบว่า 40-65% ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักจะนอนไม่หลับขั้นรุนแรง คาดว่าเป็นผลมาจากการนอนหลับในช่วงเย็น ทำให้เวลาเข้านอนดึก หลังเวลา 2.00 – 3.00 น. ร่างกายจึงไม่หลั่งหรือหลั่งเมลาโทนินออกมาน้อย ดังนั้นในขณะนอนหลับจึงไม่ควรเปิดไฟทิ้งไว้เพราะมีผลไปยับยั้งการหลั่งเมลาโทนิน และไม่ควรรนอนหลับในช่วงเย็นเพราะจะทำให้ช่วง เวลาเข้านอนต้องเลื่อนออกไป

การแพทย์จีนได้ใช้ทฤษฎี หยิน-หยาง อธิบายความสัมพันธ์ 2 ด้านที่ต่อต้าน/ตรงกันข้ามกัน แต่มีความเกี่ยวเนื่องควบคุมและสัมพันธ์กันตลอดเวลา โดย หยิน หมายถึง เย็น/ร่ม การหยุดนิ่ง กลางคืน ส่วนหยาง หมายถึง ร้อน/สว่าง กลางวัน การเคลื่อนไหว ดังนั้นหยิน-หยางจึงเปรียบได้กับสภาวะธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งกลางวันและกลางคืน และเปรียบได้กับอวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่ทำงานเชื่อมโยงกันและสอดคล้องกับวงจรของวันโดยแต่ละช่วงเวลาจะ มีอวัยวะบางชนิดหรือบางระบบในร่างกายที่ต้องทำงานหนัก (ภาพที่ 1) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า อวัยวะอื่นๆ จะหยุดทำงาน อวัยวะทั้งหมดยังคงทำงานเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันตลอดเวลา

วามสัมพันธ์ระหว่างอวัยวะ/ระบบของร่างกายกับช่วงเวลาในวงจรของวัน มีดังนี้

เวลา 3.00 – 5.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด เพื่อให้ระบบหายใจได้ทำงานได้เต็มที่ และเซลล์ต่างๆ ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอโดยเฉพาะที่สมอง สมองที่ได้รับออกซิเจนน้อยหรือไม่เพียงพอจะมีผลความจำของคนเราเสื่อมลงได้ และช่วง 4.00 – 5.00 น เป็นช่วงที่อุณหภูมิของร่างกายลดลงต่ำสุด ร่างกายควรได้รับความอบอุ่น หลีกเลี่ยงสภาวะอากาศเย็น ช่วงนี้จึงเหมาะต่อการตื่นนอนเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์และออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น สำหรับคนที่ระบบหายใจหรือปอดมีปัญหา หายใจติดขัด ไอ จาม มีน้ำมูก โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบต้องระวังสุขภาพ เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่อาการกำเริบได้ง่าย

เวลา 5.00 – 7.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ เพื่อขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย และมีการหลั่ง cortisol เพื่อช่วยให้ร่างกายกระปรี่กระเปร่า ช่วงนี้จึงควรดื่มน้ำเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย และตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปจนถึงช่วงหัวค่ำ ความดันเลือดในร่างกายจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น สำหรับคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ จะมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก หายใจติดขัด โดยเฉพาะคนที่เป็นโรค หืดควรระวังอาการกำเริบ

เวลา 7.00 – 9.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร เนื่องจากร่างกายต้องการพลังงาน ดังนั้นจึงควรรับ ประทานอาหารมื้อเช้า   สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคไมเกรน  ภูมิแพ้ ไขข้ออักเสบรูมาทอยด์ช่วงเวลานี้ควรระวังอาการกำเริบได้

เวลา 9.00 – 11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้ามและตับอ่อน โดยม้ามทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย กำจัดเม็ดเลือดแดงที่เสื่อมสภาพ ส่วนตับอ่อนจะผลิตเอนไซม์มาช่วยย่อยอาหารที่ลำไส้เล็ก ร่างกายช่วงนี้จะมีความตื่นตัวมาก จึงเป็นช่วงที่เหมาะต่อการ ทำงาน/ทำ กิจกรรม

เวลา 11.00 – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดและสารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ช่วงนี้ระดับความดันเลือดในร่างกายยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดัง นั้นคนที่หัวใจผิดปกติ ช่วงนี้จะมีเหงื่อออกมากและรู้สึกร้อน อบอ้าว

เวลา 13.00 – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก ทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหาร หากมื้อกลางวันไม่รับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่เพียงพอ ช่วงนี้จะรู้สึกหิวและทรมาน

เวลา 15.00 – 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะ ปัสสาวะ ซึ่งทำหน้าที่เก็บน้ำกรองจากไต โดยช่วง 17.00 น. เป็นช่วงที่หลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อในร่างกายมีความแข็งแรง จึงเหมาะต่อการออกกำลังกาย

เวลา 17.00 – 19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไตพื่อกรองของเสียออกจากเลือดและ รักษาสมดุลในร่างกาย ช่วง 18.30 น. ระดับความดันเลือดจะเพิ่มขึ้นสูงสุด และ ช่วงนี้จึงควรดื่มน้ำสะอาด(ไม่ควรดื่มน้ำเย็น) และไม่ควรนอนหลับในช่วงนี้ เพราะจะทำให้นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน

เวลา 19.00 – 21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของหัวใจ และเป็นช่วงของระบบหมุนเวียนโลหิต โดยช่วง 19.00 น. อุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มขึ้นสูงสุด ผู้ป่วยเป็นโรคผิวหนัง ช่วงนี้ควรระวังอาการกำเริบ

เวลา 21.00 – 23.00 น. เป็นช่วง เวลาของระบบทั้ง 3 (triple heater) ได้แก่ ระบบหายใจส่ง ผลต่อร่างกายช่วงบน(หัวใจ-ปอด) ระบบย่อยอาหารมีผลต่อช่วงกลางลำตัว(กระเพาะ อาหาร ม้าม ตับ) และระบบขับถ่ายมีผลต่อร่างกายช่วงล่าง(ไต กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้เล็ก) เป็นช่วงที่ร่างกายปรับสมดุลความร้อนและเป็นช่วงที่อุณหภูมิในร่างกายจะ ค่อยๆ ลดลง การขับถ่ายอุจจาระจะหยุดพักชั่วคราว ร่างกายจะเริ่มหลั่งเมลาโทนิน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ควร นอนหลับพักผ่อน

เวลา 23.00 – 1.00 น. เป็นช่วง เวลาของถุงน้ำดี เพื่อเก็บน้ำดีที่ได้จากตับและส่งน้ำดีมาช่วยย่อยไขมันที่ลำไส้เล็ก ถุง น้ำดีและตับ จึงเป็นอวัยวะที่ทำงานเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันอย่างมาก

เวลา 1.00 – 3.00 น. ช่วงเวลาของตับ เพื่อกำจัดสารพิษในร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยนำมาสังเคราะห์และเก็บสะสมในรูปไกลโคเจน และสร้างน้ำดีมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ช่วงนี้ควรเป็น ช่วงที่หลับสนิทเพื่อ ให้เลือดไหลเวียนมาที่ตับได้ดี เนื่องจากเวลา 2.00 น ร่างกายจะหลั่งเมลาโทนินได้สูงสุด การนอนไม่หลับ เครียด ได้รับสารพิษ หรือรับประทานอาหารหวานจัด จะส่งปัญหาถึงตับ สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ ช่วงนี้อาจทำให้อาการกำเริบและหัวใจล้มเหลวได้

ทีนี้ลองพิจารณาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเราสิว่า สอดคล้องกับตารางเวลาของนาฬิกาชีวิตหรือไม่? เพราะโรคบางโรค อาจมีสาเหตุมาจาก พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา

ที่มา

1. อรพินทร์ เชียงปิ๋ว. นาฬิกาชีวภาพ. วารสารวิทยาศาสตร์. 2550;1:47-54

2. Archive for the organ and channel category. [online] [cited 2008 Sep] Available from: http://acupunctureiseasy.com/category/organ-and-channels/

3. Coturnix. Circadian quackery. [online] [cited 2008 Sept] Available from: http://scienceblogs.com/clock/2005/05/circadian_quackery_1.php

4. Kraft U. Rhythm and blues. Sci Am. 2007;18:62-5

5. Lewith GT. The basic principles of chinese traditional medicine. [online] [cited 2008 Sep] Available from: http://www.healthy.net/scr/article.asp?id=1707

6. Nadu T. Clock theory for human organs. [online] 2006[cited 2008 Sep] Available from: http://www.hinduonnet.com/thehindu/thscrip/print.pl?file=200609

7. Phillips RH. Chinese Time Clock & VidaCell. [online] 2007[cited 2008 Sep] Available from: http://www.avalonhealthinfo.com/articles/2/1/Chinese-Time-Clock-amp-VidaCell/Page1.html

8. Wright K. Time of our lives. Sci Am. 2006;16:27-33

ธันวาคม 2016
พฤ อา
« เม.ย.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ